ประวัติกองบัญชาการตำรวจนครบาล

ความเป็นมาของกองบัญชาการตำรวจนครบาล
Frontนับแต่การปฎิรูปเป็นกรม กองตระเวน แล้วเปลี่ยนชื่อเป็นกรมพลตระเวนกระทรวงนครบาล จนกระทั่ง กระทรวงนครบาลถูกยุบลงไป และกรมพลตระเวนมีการปรับปรุงเป็นกองบัญชาการตำรวจนครบาล
คำ ว่าตำรวจ เป็นคำที่ปรากฎขึ้นมาตั้งแต่สมัครพระบรมไตรโลกนาถ เพราะครั้งนั้น จัดระเบียบการปกครองบ้านเมืองแบบจตุสดมภ์ ซึ่งเป็นระบบการปกครองที่ใช้มาจนถึง กรุงรัตนโกสินทร์ ยุคปัจจุบัน ได้แก่  เวียง วัง คลัง นา ตำรวจขึ้นอยู่กับเวียง  2 หน่อย คือ ตำรวจภูบาล กับตำรวจภูเธร อีก หน่วยหนึ่งคือตำรวจหลวง นั้นขึ้นอยู่กับ วัง จึงเห็นได้ว่า “ตำรวจ” นั้น ได้มีในประวัติศาสตร์ของชาติไทยนานมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕๐๐ ปี

ปี พ.ศ. 2405
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง กับตัน เอส.เย.เบิร์ด เอมส์ ชาวอังกฤษ เป็นผู้ตั้งกองตำรวจในพระนครเป็นครั้งแรกโดยนำเอารูปแบบอย่างมาจากตำรวจอังกฤษ

ปี พ.ศ. 2435
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูหัว ทรงพระกรุณา กิจการตำรวจในสมัยโบราณ โปรดเกล้า ให้ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นดำรง ราชานุภาพ รับตำแหน่ง เสนาบดีว่าการ กรมมหาดไทย ดูแลตำรวจภูธร และให้ พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นเรศวรฤทธิ์ เป็นเสนาบดีว่าการกรมพระนครบาล ดูแลตำรวจนครบาล (ขณะนั้นเรียก พลตระเวน) พระราชภารกิจในพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง

13 ตุลาคม 2458
พระ บาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ประกาศรวมพลตระเวนกับกรมตำรวจภูธรเปนกรมเดียวกัน และได้มีประกาศแต่งตั้งอธิบดีกรมตำรวจและกรมพลตระเวน

ปี พ.ศ. 2465
ได้โปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งให้ พระยาอธิกรณ์ประกาศ (หลุย จาติกวณิช) ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งนับได้ว่า คำว่า ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้เริ่มใช้อย่างเป็นทางราชการตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ปี พ.ศ. 2475
ประเทศ ไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ฐานะการเงินของประเทศอยู่ในวิกฤติมีการยุบหน่วยงานไปมาก ซึ่งปรากฎว่า กองบัญชาการตำรวจนครบาล ก็ถูกยุบลงคงเหลือแต่เพียงกองบังคับการเท่านั้น

ปี พ.ศ. 2491
ได้ มีการรื้อฟื้นจัดตั้งกองบัญชาการตำรวจนครบาลขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งปรากฎตาม พระราชกฤษฎีกา จัดวางระเบียบราชการกรมตำรวจ ในกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2491

ปี พ.ศ. 2504
กองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้มีสถานที่ทำการเป็นของตนเองที่สะพานผ่านฟ้า จนกระทั่งต่อมาเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2516 กองบัญชาการตำรวจนครบาลที่ผ่านฟ้า ได้ถูกเผาทำลายเสียหายจนหมดสิ้น จึงต้องย้ายที่ทำการมาตั้งอยู่รวม กองบังคับการตำรวจดับเพลิงพญาไท

ในที่สุดเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2535 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ได้ เสด็จมาเปิดอนุสาวรีย์พระบรมวงค์เธอพระองค์เจ้า กรมพระนเรศวรฤทธิ์ และอาคารที่ทำการใหม่ ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ฯ วังปารุสกวัน ถนนศรีอยุธยา ดุสิต กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นที่ตั้งอย่างถาวรมาจนถึงปัจจุบันนี้
สมัยหนึ่งทำไมจึงเรียกตำรวจว่า พวกหัวแดงแข้งดำ ?
เพราะ ในสมัยรัชการที่ 5 ตำรวจพลตระเวน (ต่อมาก็คือนครบาล) แต่งเครื่องแบบดังภาพ ใช้ผ้าพันแข้งสีดำ และสวมหมวกสีดำ ตรงกลางหมวกมีจุกสีแดง ชาวบ้านจึงมักเรียกกันว่า พวกหงอนแดงแข้งดำ แล้วเลือนเป็นหัวแดงแข้งดำ
(ตำรวจ) พลตระเวนดังกล่าวนี้เพิ่งจะมีขึ้นในสมัยรัชการที่ 5 ทรงพระราชดำริจัดตั้งกองตำรวจเช่นเดียวกับเมืองสิงคโปร์ ซึ่งขณะนั้นเป็นอาณานิคมของอังกษ เรียกกันว่า เมืองใหม่ และเช่นเดียวกบเมืองอินเดีย อาณานิคมของอังกฤษ เช่นกัน จึงโปรดเกล้าฯ ให้  นายร้อย เอก แซมมวล โยเซฟ เบิร์ด เอมส์ เป็นผู้จัดตั้งกองโพลิศขึ้น เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๓ มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ แทนข้าหลวงกองจับ และกองตระเวนซ้ายขวา (ตำรวจกรมพระนครบาล กรมพระนครบาล คือ เวียง ๑ ในจตุสดมภ์)
กองตำรวจที่ตั้งขึ้นใหม่นี้โดยมากจ้างพวกแขก มลายูและแขกอินเดียมาเป็นตำรวจ เรียกกองตำรวจนี้ว่า โกงโปลิสคอนสเตเบิ้ล ต่อ มาราชการที่ ๕ จึงได้โปรดฯ ให้ตั้งกรมกองตระเวนขึ้น มีตราหน้าหมวกติดเป็นโลหะสีเงินรูปกลีบบัวหงาย มีรูปช้างสามเศียรอยู่ตรงกลาง ขอบมีอักษรไทยว่า  กรมกองตระเวร ส่วน ผ้าพันแข้งและหมวกของพลตระเวนก็ยังเป็นหงอนแดงแข้งดำ ไม่สวมรองเท้าอยู่อย่างเดิม เว้นแต่เลิกจ้างแขกมาเป็นพลตระเวนเปี่ยนเกณฑ์พลเมืองตามพระราชบัญญัติเกณฑ์ ทหารสมัยนั้น
สำหรับพลตระเวนมีหน้าที่ดังนี้ คือในเวลากลางวันอยู่ประจำถนนที่เป็นทางแยก ซึ่งมีม้า มีรถม้า มีรถลาก ราษฎรเดินไปมามาก อยู่ประจำตรอก ประจำสถานที่ต่างๆ ที่มีผู้คนโคจรอยู่เสมอ จับโจรผู้ร้าย ระงับการวิวาท ดับเพลิง ฯลฯ สุดเท่แต่จะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นตามถนนหนทาง บ้านเรือนในกรุงเทพ
แล้ว ยังมีการลาดตระเวนรักษาท้องที่ลำน้ำ โดยใช้เรือสำปั้นเป็นพาหนะ เวลากลางวันมีพลตระเวนลงเรือลำละ ๓-๔ คน พายเลียบไปตามริมฝั่งแม่น้ำลำคลอง เพราะสมัยก่อนยังใช้แม่น้ำลำคลองสัญจรไปมา โรงเรือนแพต่างๆ มักอยู่ริมแม่น้ำลำคลอง จึงมีตลาดท้องน้ำ มีแพบ่อน มีโรงงิ้วโรงเล่นประจำ ตลาดท้องน้ำเหล่านั้น ในเวลากลางคืน เรือลาดตระเวนจึงต้องเพิ่มพลตระเวนเป็น ๖-๘ คน
นอกจากหน้าที่ลาดตระเวนรักษาความสงบเรียบร้อย หน้าที่สำคัญของพลลาดตระเวนคือจับกุมผู้กระทำผิดต่างๆ

เมื่อให้พลลาดตระเวรมีอำนาจ กรมกองตระเวนจึงบัญญัติข้อห้ามต่างๆ ให้พลตระเวนเป็นโพลิส หรือตำรวจ ที่ดี เป็นที่พึ่งของราษฎรได้
ดังข้อห้ามบางข้อ ซึ่งน่าจะนำมาเล่าให้ทราบกัน ดังนี้ คือ

ห้าม รับสินบน ถ้าพลตระเวนคนใดรับสินบนให้ไล่ออกเสียจากกรมกองตระเวนทันที
ห้าม ใช้ กระบอกตีจำเลยในกรณีจำเลยไม่ต่อสู้ และยอมให้จับโดยดี และถึงแม้ว่าจำเลยจะด่าว่าหยาบคายต่อพลตระเวน พลตระเวนที่ดีไม่ควรใช้กระบองตีจำเลย เพราะจำเลยก็มีความผิดทางอาญาอยู่แล้ว
ห้าม ลั่นกุญแจมือจำเลยที่เป็น หญิง คนชรา และคนพิการ
ห้าม ไมให้ไถลเชือนแช หรือคุยกับราษฎรเวลาอยู่ยาม
ห้าม เดินก้มหน้าหรือหลังค่อม อันจะทำให้เสียความสง่าฝึ่งผายของพลตระเวนไป
ห้าม เอาชื่อของผู้แจ้งเหตุ (ผู้กล่าวหาหรือเจ้าทุกข์) และเรื่องที่แจ้งเหตุไปบอกหรือพูดกับผุ้หนึ่งผู้ใด ตลอดจนบอกแก่พวก หนังสือพิมพ์ และบอกทนายความเป็นอันขาด เพราะหนังสือพิมพ์ถ้ารู้เรื่อง ก็ย่อมจะตีพิมพ์เรื่องราวเป็นที่เอิกเกริก ทำให้คนร้ายรุ้ตัวหนีไป ส่วนพวกทนายความรุ้ก็จะทำให้เป็นผู้ได้เปรียบในทางคดี
ห้ามไม่ให้พล ตระเวนและภริยา กู้ยืมเงินดิดดอกเบี้ยซึ่งกันและกันเป็นอันขาด ถ้าห้ามไม่ฟังให้ไล่ออกจากกรมกองตระเวน ข้อห้ามสุดท้ายนี้ ชอบกลอยู่

อย่าง ไรก็ตามโรงพักพลตระเวนครั้งนั้นในพระนคร นอกพระนคร และฟากกรุงธนบุรี มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 64 โรงพัก บางโรงพักก็ตั้งอยู่บนแพ เช่น โรงพักปากคลองสาน โรงพักปากคลองบางกอกใหญ่ ฯลฯ ซึ่งมีหน้าที่ลาดตระเวรรักษาแม่น้ำลำคลอง
ตำรวจพลตระเวนตลอดจนมาถึง กิจการตำรวจในปัจจุบันล้วนเป็นแบบสากล ว่าที่จริงกิจการตำรวจนั้นมีมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว แต่มาปรากฏหลักฐานราว พ.ศ. ๑๙๑๘ สมัยแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ กรุงศรีอยุธยา ซึ่งโปรดเกล้า ฯ ให้ตราระเบียบการปกครองบ้านเมืองออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายทหารทั้งปวง มีสมุหกลาโหม (เจ้าพระยาจักรีศรีองค์รักษ์) เป็นหัวหน้าและฝ่ายพลเรือนมีสมุหนายก (เจ้าพระยาเสนาบดี) เป็นหัวหน้าจตุสดมภ์ได้แก่ เวียง วัง คลัง นา (พระนครบาล พระธรรมาธิกรณ์ พระโกษาธิบดี และพระเกษตรธิการ)

To Top